ทางเดินแสนยาวไกล หนึ่งเหตุผลที่ทำให้ฉันอยากมาคินาบาลูคงเป็นเรื่องความสมบูรณ์ของสภาพผืนป่าและพันธุ์ไม้ดาราอย่างกล้วยไม้ รวมถึงพืชกินแมลงหลายสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียง เช่น สายพันธุ์ Nepenthes Rajah หรือหม้อข้าวหม้อแกงลิงยักษ์ 
ไม่เพียงเท่านั้น ภูเขาลูกนี้ยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ประจำถิ่นอีกมากมาย อย่างปลิงแดงยักษ์คินาบาลู ไส้เดือนยักษ์คินาบาลู นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้าคินาบาลู 
ดูเหมือนจะมีแต่ “ยักษ์” แต่นั่นแหละ เป้าหมายหลักของนักเดินป่าตัวจริง 
ชาวดูซุน(Dusun)ชนเผ่าดั้งเดิมบนเกาะยอร์เนียว ให้ความหมายของชื่อโดยถอดความจากคำ kinabalu ว่า aki หมายถึงพ่อหรือบรรพบุรุษ ส่วน nabalu แปลว่าที่พักคนตาย ดังนั้น kinabalu จึงหมายถึง ที่สถิตแห่งดวงวิญญาณ โดยมีหินก้อนใหญ่บนยอดเขานั้นเป็นศูนย์รวม
มาเลเซียมี “จุดขาย” อันเป็น “ที่สุด” อยู่หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ ภูเขาคินาบาลู (Mount Kinabalu) ที่รองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกปีละเกือบแสนคน 
ความสูง 4,095.2 เมตร บนจุดสูงสุดที่เรียกว่า Low’s Peak ทำให้คินาบาลูถูกจัดอันดับให้เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และด้วยความเป็นที่สุดนี้เอง นักเดินป่าผู้หลงใหลสีเขียวๆ ของต้นไม้อย่างฉัน ถึงกับพร่ำบอกตัวเองเสมอว่าถ้ายังมีแรงควรจะ See Mt. Kinabalu and Die.
คินาบาลู ตั้งอยู่ในเขตเมืองโกตาคินาบาลู (Kota Kinabalu) รัฐซาบาห์ บนเกาะบอร์เนียว ด้วยความสมบูรณ์ของพืชพรรณและความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด แห่งหนึ่งของโลก ทำให้คินาบาลูเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของมาเลเซียที่รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 2000 ดูเหมือนไม่ใช่สถานที่ที่ควรไปเยี่ยมเยือน แต่หากมองในมุมกลับ วิญญาณทุกดวงล้วนสถิตอยู่ในสรวงสวรรค์อย่างนั้นแล้วยอดเขาแห่งนั้นจะเป็นอื่นไปได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ “สวรรค์” และตอนนี้ Timpohon ประตูสู่ปลายฝันนั้นกำลังเปิดต้อนรับผู้มาเยือนอยู่ตรงหน้าแล้ว 
สิ่งสำคัญควรรู้เป็นอันดับแรกก่อนเดินทางไปเยือนคินาบาลู นั่นคือ การสำรองที่พัก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสำรองล่วงหน้า ราว 4-5 เดือน เนื่องจากจำนวนห้องพัก มีจำนวนจำกัด รองรับนักท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 200 คนต่อวันเท่านั้น อีกอย่างคือร่างกายต้องฟิตให้พร้อม เพราไม่ใช่เรื่องสนุกเลย ถ้าหากจะต้องไปบาดเจ็บท่ามกลางผืนป่ารกทึบ ฉันพบกับ รามิน (Ramin) ไกด์หนุ่มชาวดูซุนที่ขึ้นลงคินาบาลูสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง รามิน บอกว่า สภาพป่าบนคินาบาลูไม่ค่อยเปลี่ยน สังเกตได้จาก 9 ปีที่เป็นไกด์มาพืชพันธุ์ที่หายากในป่าอื่นๆ ก็ยังหาดูได้ง่ายในคินาบาลู 
เสริมคำพูดของรามินด้วยรูปแบบการจัดการของอุทยาน ที่จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้ขึ้นไปบนยอดคินาบาลูได้ไม่เกินวันละ 200 คน ส่วนห้องน้ำและที่พักรายทาง ก็จัดเตรียมไว้อย่างสะอาดเรียบร้อย (ทุก 500 เมตร) ทำให้ป่ามรดกโลกแห่งนี้มีสภาพไม่ต่างจากปี 2543 ที่ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกเลย รอบๆ กายของฉันตอนนี้มีแต่ป่าสีเขียวคลุมครึ้มไปหมด ดอกไม้สีม่วงเล็กๆ นำทางไปเรื่อยๆ จากกิโลเมตรแรก ก่อนจะส่งให้ “หม้อข้าวหม้อแกงลิง” พันธุ์ไม้ดาราของคินาบาลูรับช่วงต่อระหว่างกิโลเมตรที่ 1-3 นั้นแม้จะมีความชันเป็นอุปสรรค แต่พืชพันธุ์เล็กๆ ข้างทางผ่อนคลายความรู้สึกให้สดชื่นขึ้น 
มีหม้อข้าวหม้อแกงลิงพันธุ์เล็กๆ มากมาย บางพันธุ์สังเกตง่าย เพราะสีน้ำตาลเข้ม แต่ต้องเล็งแล้วเล็งอีกคือ พันธุ์สีเขียวที่อยู่กลืนกับใบไม้ แถมยังมีขนาดจิ๋วเท่านิ้วก้อย ตอนเดินผ่านต้องคอยสังเกตให้ดี
คินาบาลู ได้ชื่อว่าเป็น สวนสวรรค์แห่งพันธุ์ไม้ ดังนั้นจึงไม่ได้มีแต่หม้อข้าวหมอแกงลิงเท่านั้น ภายในพื้นที่ 754 ตารางกิโลเมตร คินาบาลูมีพันธุ์ไม้ดอกไม้กว่า 5,000 ชนิด ยังไม่นับรวมเฟิร์น มอส และ ไลเคนอีกมากมาย นอกจากนี้กล้วยไม้ป่ากว่า 1,200 ชนิด ก็ผลัดกันออกดอกชูช่อให้ผู้มาเยือนชื่นตาชื่นใจแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู แม้ความเพลิดเพลินที่ได้รับจากพืชพันธุ์จะทำให้ลืมอาการหายใจหอบถี่ไปได้บ้าง แต่เส้นทางอันแสนหฤโหดที่ปูด้วยหินก้อนโตด้านหน้าก็ดึงเอาความเหนื่อยทั้งหมดกลับมาอย่างฉับพลัน 
ช่วงกิโลเมตรที่ 4-5 ป่าจะเริ่มเปลี่ยนจากต้นไม้สูงท่วมหัวก็จะเริ่มเตี้ยลงๆ ส่วนกิ่งก้านสาขานั้นดูแล้วแปลกตา เพราะบิดเบี้ยวไปมาคล้ายบอนไซในสวนญี่ปุ่น เพราะยิ่งระดับพื้นที่สูงขึ้นลมยิ่งแรง และรมแรงๆ นี้เองที่เป็นศิลปินผู้เสกสรรให้ต้นไม้เหล่านั้นบิดงอจนเป็นผลงานศิลปะทางธรรมชาติที่งดงาม 
อุณหภูมิตอนนี้ลดลงไปอีกราว 2-3 องศา ฉันกัดฟันยกขาเดินขึ้นไปตามความชันของเส้นทาง จนหลังคา Laban Rata Resthouse โผล่มาให้เห็นรางๆ Laban Rata Resthouse คือ ที่พักบนเขาคินาบาลู นักท่องเที่ยวที่ได้รับอนุญาตให้เดินขึ้นมาจะมารวมกันที่นี่ ได้เวลา 5 โมงเย็นก็จะมีอาหารเย็นบริการหลังจากนั้นเข้าสู่โหมดพักผ่อนเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมเริ่มต้นรับวันใหม่อีกครั้งในเวลา 02.00 น.
ช่วงเดินจากที่พัก Laban Rata บริเวณกิโลเมตรที่ 6 ตอนตี 2 เศษนั้นความมืดที่ปกคลุมทำให้มองไม่เห็นเส้นทางที่เดิน ทุกคนทำได้เพียงก้าวขาตามๆ กันไปทีละนิดๆ บางช่วงต้องส่งเชือกเส้นโตให้กันแล้วค่อยๆไต่ขึ้นไป บางช่วงก็มีบันไดชันๆ พอให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ต้นขาได้ทำงานบ้าง แต่ถึงจะอ่อนล้าแต่ทุกคนก็พยายามไปให้ถึง บนความสูง 4,095.2 เมตร ยอด Low’s Peak ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยลมแห่งฤดูกาลที่เย็นเยียบ เสื้อแจ๊กเก็ต ถุงมือหมวก หรืออุปกรณ์กันหนาวประดามีถูกนำขึ้นมาใช้ตอนนี้หมด 
ภูเขาสีเทาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าฉันมีความงดงามแปลกตาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มียอดเขาสูงหลายยอดตรงนั้น ด้านล่างสุดเรียกว่า South Peak ซึ่งมองจากจุดสูงสุดลงไปผ่านเขานี้จะเห็นภูเขาสลับซับซ้อนสวยงาม ส่วนยอดหูลา หรือ Donkey Ears Peak นั้นจะอยู่ฝั่งเดียวกับยอด Ugly Sister Peak และ King Edward Peak ฉันบอกตัวเองให้ฮึดอีกสักครั้งแล้วค่อยๆ จับเชือกไต่ขึ้นไปบนยอดเขาสูงๆ นั้น ก่อนจะหันกลับมองลงไปบนยอดเขาสูงๆ นั่น ก่อนจะหันกลับมองลงไปด้านล่าง 
มีนักท่องเที่ยวไม่กี่คนเดินวนอยู่บนลานหินแคบๆ นั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาแสดงความรู้สึกได้ดีกว่าคำพูดแน่นอนว่า ฉันก็รู้สึกเช่นเดียวกัน 
ประตูสวรรค์เปิดต้อนรับการมาเยือนของมนุษย์เสมอ แต่ดูเหมือนว่า มีน้อยคนนักที่จะสามารถเอาชนะอุปสรรคภายในจิตใจแล้วขึ้นมายืนยิ้มอยู่บนสวรรค์แบบนี้ได้ 
ฉันมั่นใจว่าตัวเองเป็นหนึ่งในนั้น
Board: Travel
(0)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2584
FOLLOWER

ทางเดินแสนยาวไกล

"หนึ่งเหตุผลที่ทำให้ฉันอยากมาคินาบาลูคงเป็นเรื่องความสมบูรณ์ของสภาพผืนป่าและพันธุ์ไม้ดาราอย่างกล้วยไม้ รวมถึงพืชกินแมลงหลายสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียง เช่น สายพันธุ์ Nepenthes Rajah หรือหม้อข้าวหม้อแกงลิงยักษ์
ไม่เพียงเท่านั้น ภูเขาลูกนี้ยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ประจำถิ่นอีกมากมาย อย่างปลิงแดงยักษ์คินาบาลู ไส้เดือนยักษ์คินาบาลู นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้าคินาบาลู
ดูเหมือนจะมีแต่ “ยักษ์” แต่นั่นแหละ เป้าหมายหลักของนักเดินป่าตัวจริง
ชาวดูซุน(Dusun)ชนเผ่าดั้งเดิมบนเกาะยอร์เนียว ให้ความหมายของชื่อโดยถอดความจากคำ kinabalu ว่า aki หมายถึงพ่อหรือบรรพบุรุษ ส่วน nabalu แปลว่าที่พักคนตาย ดังนั้น kinabalu จึงหมายถึง ที่สถิตแห่งดวงวิญญาณ โดยมีหินก้อนใหญ่บนยอดเขานั้นเป็นศูนย์รวม "
1 KEEP
Kullastree
0 LOVES
COMMENT