ทางเดินเข้าวัดปุระกูนุงกาวี ทางเดินเข้าสู่ตัววัดต้องเดินลงเขาไปตามนาขั้นบันได ก่อนจะเดินขึ้นเขาไล่ไปตามแนวเส้นโค้งของนาขั้นบันได ไปตามทางเดินวัดมีขนาดใหญ่โตมาก แต่สวยแปลกตาด้วยทัศนียภาพที่เห็นแล้วต้องกล่าวคำว่า “สุดยอด” ออกมาดังๆ ให้ได้ยินท่ามกลางนาขั้นบันไดที่กว้างไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ความบริสุทธิ์ผุดผ่องและความมีสไตล์เฉพาะตัวเอาไปเลยหนึ่งร้อยคะแนนเต็ม นับว่าเป็นการรับน้องใหม่วันแรกบนเกาะสวรรค์แห่งนี้ได้แบบเซอร์ไพร้ส์กระชากใจผมอย่างรุนแรง จะรู้สึกได้ว่าบรรยากาศแบบนี้แหละ ที่ตามหามาเป็นเวลานานแล้ว ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในหนังคลาสสิกตลอดกาลเรื่อง “Indiana Jones” ของผู้กำกับพ่อมดแห่งวงการฮอลลีวู้ดที่ชื่อ “สตีเฟ่น สปีลเบิร์ก” จริงๆ ครับ... ผมกลับสู่อูบุคอีกครั้ง ด้วยอารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ หลังจากได้ค้นพบสถานที่ ที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวคนไหนมีโอกาสได้เดินทางมาสัมผัสสักเท่าไหร่
หากถามผมว่าสถานที่แห่งใดในโลกใบนี้ ที่สามารถเปรียบเปรยได้ดั่งสรวงสวรรค์ ผมคงจะตอบได้อย่างไม่มั่นใจนัก เพราะจากประสบการณ์การเดินทาง ซึ่งแม้จะไปเห็นสถานที่ต่างๆ มาหลากหลายก็ไม่ได้หมายความว่าทุกที แต่หากถามผมว่าเกาะใดในโลกนี้ที่งดงามราวกับสรวงสวรรค์ ผมจะตอบอย่างมั่นใจเลยว่า เกาะบาหลี 
บาหลีอาจไม่มีหาดทรายสีขาวประกายไข่มุกเม็ดละเอียด หรืออาจไม่ได้มีปะการังสวยงามใต้ท้องทะเลสีฟ้าใส เฉกเช่นหมู่เกาะสวยๆ ในหลายๆ แห่งทั่วโลก หากแต่บาหลีมีมากกว่าที่ผมกล่าวมาข้างต้น(หลายร้อยหลายพันเท่า) ... บาหลีมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเกินกว่า 2 พันปี บาหลีมีสถาปัตยกรรมอันงดงามที่ปรากฏอยู่ในโบราณสถานหรือ “วัด” เกินกว่า 2 หมื่นแห่ง บาหลีมีธรรมชาติอันอุดดมสมบูรณ์ไปด้วยท้องทุ่งสีเขียวขจี ที่เล่นระดับอยู่บนภูเขาอันงดงาม ท้องทะเลสีครามเข้ม ภูเขาไฟอันตระการตา ทะเลสาบอันกว้างใหญ่ และบาหลีมีผู้คนที่ยังคงดำเนินชีวิตเยี่ยงศิลปินเอก ซึ่งยังคงรักและฝังแน่นอยู่ในรอยทางปฏิบัติแห่งศาสนาฮินดู เฉกเช่นที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยเป็นมาในอดีต ราวกับว่ากาลเวลาได้หยุดนิ่ง ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เพียงพอหรือยังกับคำว่า บาหลี...เกาะ แห่งสรวงสวรรค์ 
ออกจากสนามบินเดนปาซาร์ ซึ่งมีลักษณะเหมือนสนามบินภูเก็ตเป๊ะ ก้าวแรกที่สัมผัส คือท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา จนทำให้แสงแดดแผดเผาจนเนื้อตัวแทบไหม้เกรียม อาจเป็นเพราะ บาหลีเป็นเกาะสุดท้ายของประเทศอินโดนีเซียที่มีลักษณะป่าฝนเขตร้อนชื้นแบบเอเชีย เพราะเลยจากเกาะบาหลีไปทางทิศตะวันออก จะกลายเป็นพื้นที่แบบติมอร์ นิวกินี และออสเตรเลีย สำคัญที่สุดเกาะบาหลีอยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรเพียง 8 องศาเท่านั้น! ผมใช้บริการแท็กซี่ของมิสเตอร์ “เกตุ้ด” สาบานได้ว่านี่คือ “ชื่อ” เพราะจากนี้ไป คุณเกตุ้ด จะมาผูกขาดตำแหน่งโชเฟอร์ให้กับผมและน้องๆ ไปอีก 7 วันเต็มๆ รถพาเรามุ่งหน้าสู่เขตอูบุค (Ubud) ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของเกาะบาหลี ส่วนเดนปาซาร์ (Denpasar) อยู่เกือบใต้สุดของตัวเกาะครับ สังเกตเห็นว่าเมืองหลวงเดนปาซาร์ไม่ค่อยทั้งถึงยังพื้นที่อันเปรียบได้กับหัวใจสำคัญ ที่สามารถแสดงความเป็นตัวตนในวัฒนธรรมบาหลีได้อย่างชัดเจนที่สุด นั่นก็คือ หมู่บ้านแห่งอูบุค หรือ ศูนย์รวมและศูนย์กลางแห่งศิลปวัฒนธรรมของบาหลีนั่นเองในใจโลกอันแสนวุ่นวายไปด้วยเทคโนโลยีจนน่าปวดหัวใบนี้ 
เดินลุย walk in ไปตามคันนาผ่านกอบัวหลวงอันงดงามในสระน้ำ ที่มีอยู่ทั่วทั้งบริเวณ เพื่อหาที่พัก ไม่นาน ก็มาถึงเกสต์เฮาส์สุดแนวกลางทุ่งนา ส่วนราคาอยู่ที่คืนล่ะ 400 บาทต่อห้อง (เปรียบเทียบ อัตราจากค่าเงิน 218.5 รูเปียห์ เท่ากับ 1บาท) ที่พักในอูบุค เกือบทั้งหมดบอกคำเดียวเลยว่าสวย สะดวกสบายได้แนวอาร์ตไปแบบเต็มๆ และที่สำคัญที่สุดถูกมากครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ก่อนจะกลับมาซาบซึ้งกับถนนสายอาร์ตแกลลอรี่ตรงใจกลางหมู่บ้าน อูบุคที่เต็มไปด้วยการเอาร้านขายงานศิลปะทุกแขนงมารวมไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผมขอตื่นเต้นไปกับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกบนเกาะบาหลี ด้วยการเดินทางมุ่งหน้าต่อไปทางทิศตะวันออกของตัวเกาะ ตลอดระยะทางจากเขตเกียนยาร์ทางทิศ (Gianyar) อันเป็นที่ตั้งของอูบุค ผมเดินทางผ่านป่าทึบ ภูเขาและนาขั้นบันไดอันงดงาม ก่อนจะมาถึงโบราณสถานขนาดมหึมา ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อลังการงานสร้างที่สุดบนเกาะบาหลี ซึ่งงดงามเกินบรรยาย หากแต่ดูลึกลับจนน่าเกรงขาม ตั้งอยู่กลางหุบเขาแห่งเขตบังลี (Bangli) สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าวัด เบซากี (Besakih) 
ก่อนจะกล่าวถึงวัด หรือ สถานที่ต่างๆ ในบาหลี ผมขอเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับความศรัทธาและความเชื่อ ที่ซึมลึกอยู่ในสายเลือดของชาวบาหลีอย่างเข้มข้น จนทำให้สถานที่ต่างๆ ว่าจะเป็นวัดบ้านเรือน การแต่งตัว หรือแม้แต่กฎระเบียบปฏิบัติต่างๆ ที่ถูกแสดงออกมาอย่างประณีตบรรจง เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ทางศิลปะที่งดงามและโดดเด่นเกินกว่าที่วัฒนธรรมไหนๆ ในโลกนี่จะเสมอเหมือนได้ ด้วยศาสนาประจำของบาหลี คือ ศาสนาฮินดู ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากชวาอันสืบต่อมาจากอินเดีย ที่เรียกว่า ฮินดูธรรม (Hindu Dharma) เป็นการผสมผสานระหว่างศาสนาฮินดูกับศาสนาพุทธ ที่ถูกเผยแผ่มาอยู่ก่อนแล้วบนเกาะสวรรค์แห่งนี้ ทำให้ศาสนาฮินดูที่บาหลีต่างจากศาสนาฮินดูที่อินเดีย ชาวบาหลีเชื่อว่ามีพลังในธรรมชาติ และเชื่อว่าในทุกสิ่งรอบตัวจะมีวิญญาณสิงสถิตอยู่ ดังนั้น ชาวบาหลีจึงมีวิธีชีวิตที่ใกล้กับธรรมชาติ ความเชื่อ อาถรรพ์ ในทุกๆ ขั้นตอนชีวิตของพวกเขา คือ พิธีกรรมทางศาสนาและการบวงสรวงเซ่นไหว้ ดังเช่น บนภูเขาสูงจะเป็นที่สถิตของ เทพเจ้า ที่จะนำความสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาให้ แน่นอนสิ่งที่อยู่คู่กัน ก็คือใต้ทะเลลึก ซึ่งเป็นที่อยู่ของปีศาจร้ายผู้จ้องทำลายโลกมนุษย์ พลังแห่งธรรมชาติทั้งสองส่วนจะคอยค้ำคานกันและกันอยู่ และจะสมดุลอยู่ได้ด้วยการสักการบูชาของชาวบาหลีนั่นเอง ความใหญ่โตมโหฬารของวัดเบซากีวัดได้จากระยะทางร่วมหนึ่งกิโลเมตรจากที่จอดรถเดินขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของวัดบนเนินเขา ระหว่างทางผมได้พบกับหญิงชาวบาหลีมากมายสวมชุดประจำชาติ อย่างเต็มยศเดินเทินเครื่องสักการบูชาเทพเจ้าไว้บนศีรษะ เพราะชาวบาหลีนับถือฮินดู โดยมีรากเหง้ามาจากศาสนาพุทธเป็นหลัก จึงมีวิธีคิดที่คล้ายคลึงกับคนไทยว่า ศีรษะ คือ ของสูง สิ่งใดที่จะถวายแด่เทพเจ้าต้องวางไว้บนที่สูงสุดเท่านั้น ส่วนเท้า คือ ของต่ำ อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากเล่าให้รู้ไว้เป็นแนวทาง หากคุณผู้อ่านท่านใดได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวเกาะบาหลี ก็คือ หญิงใดที่มีประจำเดือนห้ามเข้าเขตวัดเด็ดขาด (จะรู้ได้ยังไงกันน่ะ) ห้ามแต่งกายไม่สุภาพเข้าวัด คงไม่ต้องบรรยายมากว่า คำว่า “ไม่สุภาพ” คืออะไร ขาสั้น สายเดี่ยว เกาะอก ฯลฯ ทางแก้ง่ายมากครับ วัดใหญ่ แทบทุกวัดจะมีบริการเช่าโสร่งพร้อมผ้าคาดเอว เพื่อไว้สวมใส่ทับชุดเดิมก่อนเข้าไปในบริเวณวัด ผมขอกลับมา “จัดเต็ม” ที่วัดเบซากี กันก่อนที่จะนอกเรื่องไปอีก วัดเบซากี คือวัดใหญ่ที่รวมวัดเล็กๆ ไว้กว่า 80 วัดไว้ในบริเวณปริมณฑลเดียวกัน บันไดทางขึ้นสู่จุดสูงสุดของวัดไม่โหดเหี้ยมเหมือนบันไดที่ขึ้นปราสาทหินนครวัด ซึ่งความ “ชัน” จัดอยู่ในขั้นชนะเลิศ ทันทีที่ผมเดินผ่าน (ซันดีเบตาร์) หรือประตูที่คล้ายๆ เจดีย์แหลมๆ ผ่าซีก ซึ่งตั้งขนาบอยู่บนบันได ซีกขวาหมายถึง ความดี ซีกซ้ายหมายถึงความชั่วจนมิดเฟรมภาพที่ผมทำกำลังจะลั่นชัตเตอร์ ขอแนะนำให้มาเที่ยววัดเบซากี ในช่วงเดือนมีนาคม เมษายน เพราะช่วงนั้นจะมีงานฉลองใหญ่ ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศจะมาร่วมกันทำพิธีกันที่นี่ แท่นบูชาพระศิวะสว่างจ้าด้วยผ้าสีขาว อันหมายถึงท้องฟ้าและแสงสว่าง ส่วนแท่นบูชาพระวิษณุจะถูกห่มด้วยผ้าสีดำ อันหมายถึงน้ำและมหาสมุทรแท่นบูชาพระพรหมสีแดง อันหมายถึงลาวาจากปล่องภูเขาไฟ ทั่วทั้งวัดจะประดับประดาด้วยธงทิวสีเหลือง อันหมายถึงความ เมตตากรุณา คราวนี้เชื่อรึยังว่าชาวบาหลีเคารพธรรมชาติจริงๆ 
หลังจากเดินชมความงดงาม ยิ่งใหญ่ อลังการกับวัดเบซากี จนเหนื่อย ก่อนกลับสู่ที่พักยังอูบุค ผมขอใช้เวลาไปกับอีกหนึ่งสถานที่ที่เปรียบได้กับการเดินทางสู่วิถีแห่งธรรมชาติอันสงบเงียบ เร้นลับ และงดงามในใจกลางหุบเขา สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าวัดปุระกูนุงกาวี (Pura Gunung Gawi) และนี่คืออีกหนึ่งสถานที่ ที่ผมไม่พบนักท่องเที่ยวชาวไทยเลย แม้แต่นักท่องเที่ยวทั่วๆ ไปก็แทบไม่เห็น...ก็จะไปเห็นได้ยังไงกัน ลึกลับซะขนาดนี้! อาหารค่ำมื้อแรกบนเกาะบาหลี ทำให้รู้สึกได้ว่าอาหารอินโดนีเซียเป็นอาหารที่อร่อยมาก มีรสชาติคล้ายอาหารไทยเหลือเกิน ต่างจากอาหารมาเลเซียราวกับฟ้ากับเหว เดินทางไปมาเลเซียมาเมื่อปีก่อน อาหารของเขาไม่อร่อยสักอย่าง... ลืมบอกไปว่าอาหารบาหลีของแท้(ที่ไม่ใช่อาหารอินโดนีเซีย) จะต้องมี “กล้วย” ผสมมาแทบทุกเมนู เพราะชาวฮินดูชอบทานกล้วยมากครับ ที่ว่าไม่เกี่ยวกับ อาหารอินโดนีเซีย ก็เพราะชาวอินโดนีเซีย 95% นับถือศาสนาอิสลามแต่ประชากรกว่า 90% บนเกาะบาหลีนับถือฮินดูครับ 
เช้าวันที่สองของผมบนเกาะบาหลี เริ่มต้นเกือบเที่ยง เพราะเหนื่อยอย่างแสนสาหัสจากการเดินทาง ตลอดช่วงครึ่งวันบ่ายแบบไม่หยุดพักในวันแรก จนทำให้นอนตื่นสาย แต่ไม่เป็นไรครับ ผมถือว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พร้อมลุยในวันนี้และวันต่อๆ ไปบนเกาะบาหลี 
สถานที่แห่งแรกในวันนี้สร้างความประทับใจให้กับผมอย่างแรงอีกแล้ว เนื่องจากเคยเห็นภาพจากหนังสือท่องเที่ยวมาเยอะ พอมาเจอของจริงถึงกลับหลงเคลิ้มในภาพที่ปรากฏ สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบบราตัน (Lake Bratan) อยู่ในเขตเบดูกับ (Bedugul) เป็นทะเลสาบที่มีชื่อเสียงมากในตอนเช้า หากไม่มีหมอกจะเห็นวิวที่สวยงามของยอดเขาคินตามณี (Kintamani) ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสถานที่ตั้งของอีกไฮไลท์ที่ผมพูดถึง นั่นก็คือ วัดปุระอูลันดานูบราตัน(Pura Ulun Danu Bratan) เป็นวัดที่ลอยเด่นอยู่กลางทะเลสาบบราตัน ทะเลสาบนี้คือปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายสักการะแด่เทวีตะเนาและเทพวิษณุผู้ดูแลท้องน้ำ แม้จะเป็นแค่วัดเล็กๆ แต่เรื่องที่เล่าขานสืบต่อกันมาน่าสนใจทีเดียว ประมาณปี ค.ศ.1917 ภูเขาไฟกูนุงบะตูร์เกิดพิโรธอย่างรุนแรง ทำลายบ้านเรือนไปกว่าครึ่งแสนหลังคาเรือน และวัดอีกกว่า 2,500 แห่งผู้คนล้มตายนับพัน ขณะที่ลาวากำลังทะลักสู่หมู่บ้านบะตูร์ก็มาหยุดอยู่ที่หน้าวัดประจำหมู่บ้านเอาดื้อๆ ผู้คนล้วนปราบปลื้มยินดีต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พอมาปี ค.ศ. 1926 เกิดระเบิดขึ้นมาอีกครั้งคราวนี้ถล่มเข้ามาถึงชั้นในวัด มาหยุดอยู่ตรงแท่นบูชาเทพแห่งทะเลสาบ ชาวบ้านจึงอพยพขึ้นไปตั้งหลักแหล่งใหม่บริเวณหน้าผาพวกเขานำแท่นบูชาที่เหลือไปตั้งที่วัดแห่งใหม่ ซึ่งก็คือวัดแห่งนี้นี่เองครับ
ผมกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับศาลา ซึ่งมีหลังคาสูงเรียกว่า “เมรุ” มุงด้วยฟางซ้อนกันถึง 11 ชั้น สวยงามกว่าที่เคยเห็นในภาพถ่ายมากมายหลายเท่านัก ความงดงามอย่างลงตัวของสถาปัตยกรรมขนาดเล็กปะกอบกับไอเย็นของน้ำในทะเลสาบ ที่แผ่กระทบร่างกายของผม มีส่วนช่วยให้ความร้อนอย่างรุนแรงจากเปลวแดดที่แผดเผาลดลงอย่างไม่น่าเชื่อเลยครับ
Board: Travel
(0)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2581
FOLLOWER

ทางเดินเข้าวัดปุระกูนุงกาวี

"ทางเดินเข้าสู่ตัววัดต้องเดินลงเขาไปตามนาขั้นบันได ก่อนจะเดินขึ้นเขาไล่ไปตามแนวเส้นโค้งของนาขั้นบันได ไปตามทางเดินวัดมีขนาดใหญ่โตมาก แต่สวยแปลกตาด้วยทัศนียภาพที่เห็นแล้วต้องกล่าวคำว่า “สุดยอด” ออกมาดังๆ ให้ได้ยินท่ามกลางนาขั้นบันไดที่กว้างไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ความบริสุทธิ์ผุดผ่องและความมีสไตล์เฉพาะตัวเอาไปเลยหนึ่งร้อยคะแนนเต็ม นับว่าเป็นการรับน้องใหม่วันแรกบนเกาะสวรรค์แห่งนี้ได้แบบเซอร์ไพร้ส์กระชากใจผมอย่างรุนแรง จะรู้สึกได้ว่าบรรยากาศแบบนี้แหละ ที่ตามหามาเป็นเวลานานแล้ว ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในหนังคลาสสิกตลอดกาลเรื่อง “Indiana Jones” ของผู้กำกับพ่อมดแห่งวงการฮอลลีวู้ดที่ชื่อ “สตีเฟ่น สปีลเบิร์ก” จริงๆ ครับ... ผมกลับสู่อูบุคอีกครั้ง ด้วยอารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ หลังจากได้ค้นพบสถานที่ ที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวคนไหนมีโอกาสได้เดินทางมาสัมผัสสักเท่าไหร่"
1 KEEP
Kullastree
0 LOVES
COMMENT