ทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้เวลาภายในวันเดียวหรอกนะครับ      เราเดินทางกันต่อไปไม่ไกลจากสองเมืองแรก เรือแวะจอดที่ท่าเรือ Hafen เรามุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงเล็กๆ น่ารักบนฝั่งแม่น้ำดานูบ นามว่า ‘บราติสลาวา’ เป็นหนึ่งในสิ่งที่หลงเหลือหลังจากเผชิญสงครามระหว่างฮังการี ออสเตรียและ
อาณาจักรออตโตมัน จนได้กลายมาเป็น เมืองหลวงแห่งใหม่ของสโลวาเกียในปี 1993 คือ Burg Castle สมัยยุคกลางอยู่บนเขาสูงเหนือตัวเมือง และ โบสถ์St. Martins Dom สไตล์กอธิคแท้ๆ ที่เน้นส่วนสูงของอาคาร มีลายเส้นสลักเสลาและหลังคาโค้งแหลม 
     สุดท้ายเรือเข้าเทียบท่ายังเมืองบูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการี ใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุด พร้อมทั้งเป็นเมืองเดี่ยวที่มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งสองฝั่งของแม่น้ำดานูบ ฝั่งหนึ่งเรียกว่า บูดา ซึ่งมีพระราชวังบูดาเคียงคู่กับป้อม ชาวประมง (The Fishermen’s Bastion) และมหาวิหาร แมททิอัส (St. Matthias Church) ส่วนฝั่งเปสต์ ก็มีรัฐสภาอันงดงามประจันหน้าเข้าใส่อีกฝั่งอย่างชัดเจน ว่ากันว่ารัฐสภาแห่งนี้ใช้คนก่อสร้างนับพันคน อิฐกว่า 40 ล้านก้อน และทองคำอีกกว่า 40 กิโลกรัม ภายใต้สถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูกอธิค (Gothic Revival Architecture) อยู่ใกล้ย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญของเมืองนี้
     ทันทีที่เครื่องบินพ้นน่านฟ้าของเมืองอิสตันบูล เป็นขณะเดียวกับที่ผมกำลังเปิด เพลง The Blue Danube Waltz ของ โยฮันน์ สเตราส์ ที่สอง จากสมาร์ทโฟนฟังอีกครั้ง และแล้วภาพที่เพิ่งได้เห็นเมื่อไม่กี่วันก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำของผมอีกรอบ  มันเป็นภาพตอนที่ผมกำลังนั่งจิบกาแฟเอสเปรสโซ่ร้อนๆ อยู่บนดาดฟ้าเรือ Avalon ท่ามกลางหมอกจางๆ 
ลอยอยู่บนผิวน้ำที่ไหลเอื่อยเฉื่อยกับอากาศเย็นยะเยือก ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทัศนียภาพสองฝั่งน้ำเป็นขุนเขาที่เต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้สลับ กับโบราณสถานแห่งแล้วแห่งเล่า แต่เมื่อเรือเริ่มแล่นเข้าผ่านเมือง ภาพเปลี่ยนฉากมาเป็นผู้คนละลานตา ตึกรามบ้านช่องตั้งตระหง่าน เสียงกิจกรรมของคนในเมืองดังมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ 
     การเดินทางล่องเรือคราวนี้ของผมกินเวลาทั้งสิ้น 4 วัน ผ่าน 3 ประเทศ คิดดูเถิดว่ามันจะเป็นภาพที่สร้างความรู้สึกตื่นเต้นได้มากแค่ไหน นี่แหละครับ ชีวิตอันน่าอัศจรรย์ของแม่น้ำดานูบ แม่น้ำสายสำคัญที่สุดสายหนึ่งของทวีปยุโรป    ย้อนกลับไปเมื่อวันแรกของการเดินทาง เราร่วมคณะเดินทางครั้งนี้โดยสายการบิน เตอร์กิช แอร์ไลน์ส และสยามเอ็กซ์เปรสแทรเวลเซอร์วิส พาเราแวะยังเมืองเวียนนา ประเทศออสเตรียเป็นที่แรก เพื่อรวมตัวกับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก 
แต่อีก 3 ชั่วโมงข้างหน้าเรือถึงจะออกเดินทางล่องแม่น้ำดานูบ นั่นหมายถึงผมมีเวลาเหลือเฟือ สำหรับเดินเล่นเวียนนาอยู่ไม่น้อย  ไม่รอช้า ผมรีบสาวเท้าเข้าไปยังเมืองที่ว่ากันว่าเป็น ‘เมืองแห่งเสียงดนตรี’ 
   เนื่องจากมีนักประพันธ์เพลงเกิดและเติบโตอยู่ที่นี่หลายคนแถมแต่ละคนมีผลงานเพลงอันโด่งดังก้องโลกมานับร้อยๆ ปี 
โยฮันน์ สเตราส์ เจ้าของบทเพลง The Blue DanubeWaltz ก็เป็นหนึ่งในนั้นและชาวเมืองก็สร้างรูปปั้นของเขาไว้ในสวนสาธารณะStadtparkใจกลางเมือง       ผมทวนชื่อจุดหมายจากเอกสารโฆษณาสารพัดสารพันจุดเด่นน่าเที่ยวพร้อมขมวดคิ้ว แต่ผู้จัดการบอกกับเราว่าไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเที่ยวอย่างไรให้หมด เพราะเขาได้ตระเตรียมทุกอย่างไว้เสร็จสรรพ โดยโปรแกรมจะเริ่มจาก เมื่อเรือเทียบท่าพวกเราจะได้นั่งรถสำรวจรอบๆ เมือง (Sightseeing) ตามมาด้วยการพาเรา เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวแบบ ‘เจาะ เกาะ ติด’ ถัดจากนั้นก็จะมีเวลาให้เราเอ้อระเหยอีกนิดหน่อยระหว่างเดินทางกลับมายังเรือ ซึ่งเปรียบเหมือนโรงแรมลอยน้ำของเราไปแล้วตอนนี้  เมืองเมลค์และเมืองดวร์นสไตน์  คือสองเมืองแรกที่ Avalon ภูมิใจเสนอ นอกจากโดดเด่นเรื่องภูมิศาสตร์เพราะก่อร่างสร้างเมืองบริเวณหุบเขา ‘วาเกา’ (Wachau) ซึ่งกินอาณาเขตกว้างขวางตั้งแต่เมืองเมลค์จนถึงเมืองเครมส์ หรือ เรียกรวมกันว่า ‘หุบเขาดานูบ’ สิ่งโดดเด่นที่สุด ของเมืองเมลค์คือ ศิลปะบาโรก (Baroque) ไม่ว่าจะก้าวผ่านเข้าไปในห้องจัดแสดง ห้องโถงจัดงานเลี้ยง ห้องสมุดของโบสถ์เมลค์ (Melk Abbey) เลยไปถึงบ้านเรือนและร้านรวง ก็ล้วนแล้วแต่อวดเบ่งศิลปะบาโรกอันหรูหราฟู่ฟ่าใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร     ผู้จัดการเรือบอกกับเราว่า ส่วนหนึ่งเพราะที่นี่เขาดูแลแม่น้ำดานูบกันอย่างเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะกฎระเบียบอย่างเข้มข้น ในเรื่องการปล่อยของเสียหรือสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำไม่ว่าเรือประเภทไหนที่สัญจรไปมาในดานูบก็ต้องปฏิบัติตาม 
   อย่างไรก็ดี เชื่อเถอะครับว่าแม้จะมีกฎระเบียบเข้มงวดแค่ไหน เส้นแบ่งก็ยังเป็นแค่เส้นแบ่ง กฎหมายก็เป็นแค่อักษร 
สำหรับคนกับธรรมชาติมันต้องอาศัยอะไรที่มากกว่ากฎหมาย เพราะต้องไม่ลืมว่า เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งซึ่งหมายถึงธรรมชาติ
มันร้องเรียนเหมือนคนไม่ได้ มันย่อมเสียเปรียบ และโดนแผ้วถางได้ง่ายยิ่งกว่า สิ่งที่ค้ำจิตใจของคนยุโรปตะวันออกได้  
ไม่ใช่ความยำเกรงในกฎหมาย หากแต่เป็นจิตสำนึกในการรู้คุณค่าและพร้อมจะรักษาชีวิตของกันและกัน หากไม่มีสิ่งนี้ก็อย่าได้หวังเลยว่า ดานูบจะเหลือชีวิตเป็นอย่างดานูบในทุกวันนี้
Board: Roaming
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้เวลาภายในวันเดียวหรอกนะครับ

" เราเดินทางกันต่อไปไม่ไกลจากสองเมืองแรก เรือแวะจอดที่ท่าเรือ Hafen เรามุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงเล็กๆ น่ารักบนฝั่งแม่น้ำดานูบ นามว่า ‘บราติสลาวา’ เป็นหนึ่งในสิ่งที่หลงเหลือหลังจากเผชิญสงครามระหว่างฮังการี ออสเตรียและ
อาณาจักรออตโตมัน จนได้กลายมาเป็น เมืองหลวงแห่งใหม่ของสโลวาเกียในปี 1993 คือ Burg Castle สมัยยุคกลางอยู่บนเขาสูงเหนือตัวเมือง และ โบสถ์St. Martins Dom สไตล์กอธิคแท้ๆ ที่เน้นส่วนสูงของอาคาร มีลายเส้นสลักเสลาและหลังคาโค้งแหลม
สุดท้ายเรือเข้าเทียบท่ายังเมืองบูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการี ใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุด พร้อมทั้งเป็นเมืองเดี่ยวที่มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งสองฝั่งของแม่น้ำดานูบ ฝั่งหนึ่งเรียกว่า บูดา ซึ่งมีพระราชวังบูดาเคียงคู่กับป้อม ชาวประมง (The Fishermen’s Bastion) และมหาวิหาร แมททิอัส (St. Matthias Church) ส่วนฝั่งเปสต์ ก็มีรัฐสภาอันงดงามประจันหน้าเข้าใส่อีกฝั่งอย่างชัดเจน ว่ากันว่ารัฐสภาแห่งนี้ใช้คนก่อสร้างนับพันคน อิฐกว่า 40 ล้านก้อน และทองคำอีกกว่า 40 กิโลกรัม ภายใต้สถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูกอธิค (Gothic Revival Architecture) อยู่ใกล้ย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญของเมืองนี้ "
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT