ถอดรหัสป่า ตอนที่ 2 บทเรียนเอาตัวรอดจากการแกะรอย “เราเลือกตั้งแคมป์ตรงนี้เพราะใกล้น้ำ ถ้าเป็นหน้าฝนจะต้องขยับที่ค้างแรมให้พ้นจากเส้นทางน้ำป่า แล้วเล็งดูว่าต้นไม้ต้นไหนได้ระยะเหมาะสำหรับผูกเปล”

หลังกินข้าว อาบน้ำ เป็นการสรุปบทเรียนรอบกองไฟที่ท้าทายความจำของเราอย่างมาก เมื่อครูถามว่าเรียงลำดับก่อนหลังระหว่างทางอะไรได้บ้าง เราถกเถียงกันแทบสมองแตก เรียงสลับกันไปหมด นั่นเพราะเรายังไม่ได้สร้างชุดความจำของตัวเอง

เมื่อฟ้ามืดสนิท เห็นแสงดาวโผล่ผ่านยอดไม้เคล้าเสียงร้องของสรรพสัตว์และสายน้ำตกที่ตกอยู่ใกล้หู ครูสอนให้ทำแผนที่เสียง โดยฝึกให้แยกแยะเสียงที่ได้ยินว่ามีกี่เสียง อะไรบ้าง

“เสียงตอนนี้มีไม่ต่ำกว่า ๕๐ เสียง ลองฝึกฟังและแยกความแตกต่างบ่อย ๆ ประสาทด้านการฟังจะดีขึ้น และเมื่อไหร่ที่เราใช้ประสาทสัมผัสครบทั้งห้าแล้ว สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณหรือสัมผัสที่หกจะเกิด”
เช้าวันที่สอง โผล่จากเปลตามเสียงกรีดร้องของจั๊กจั่นโดยไม่ใช้นาฬิกาปลุกเหมือนทุกวัน

“ในป่ามีเวลา แน่นอนว่าเวลากับนาฬิกาเป็นคนละเรื่อง ด้วยเหตุว่าหากเรามีเวลาของเราแล้ว นาฬิกาก็ไร้ความหมาย”

วันนี้เริ่มหลักสูตรการแกะรอย โดยใช้เส้นทางเดินรอบแคมป์ และให้เดินตัวเปล่า ไม่มีสัมภาระนอกจากน้ำ เราเริ่มขึ้นเนินไปจนพบถนนสายเก่า เป็นถนนลาดยางกว้าง ๒ เลนซึ่งถูกน้ำท่วมเสียหายไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ ปลายทางไปสิ้นสุดที่อำเภอพิปูนแต่หากไม่สังเกตก็ยากจะรู้ว่านี่คือถนน ด้วยมีต้นไม้ขึ้นรกชัฏปกคลุมเต็มพื้นที่ ระหว่างทางพบแมงมุมเขาควาย ว่านค้างคาวดำ และชุกชุมด้วยต้นช้างร้อง

ชะตากรรมของเด็กหลงป่าก็เริ่มขึ้น พร้อม ๆ กับประสาทสัมผัสที่ถูกดึงมาใช้มากขึ้น ตาที่เคยมองระยะแค่รอยเท้าครูก็มองไกลขึ้น เริ่มมองหาเส้นทางเชื่อมระหว่างต้นไม้ที่ครูทำสัญลักษณ์ไว้แต่ละต้น พร้อมกับพิจารณาความสดของรอยสัญลักษณ์ กระทั่งต้องสังเกตว่าคนนำทางของเราใช้มีดอะไรฟัน และชอบฟันระดับไหน ไม่เช่นนั้นก็อาจเผลอเดินตามรอยพรานคนอื่น ๆ ไปได้ และบางครั้งในการมองหาเส้นทางก็ต้องวัดใจเอา ยิ่งถ้าต้องตามรอยพรานจริง ๆ เขาไม่ทิ้งสัญลักษณ์ไว้ถี่ กว่าจะเจอสักครั้ง อาจใช้ระยะถึง ๑๐๐-๒๐๐ เมตร ระหว่างนั้นจึงต้องดึงใช้สัญชาตญาณมาช่วยนำทาง จำที่ครูสอนได้ว่า เมื่อรู้ว่าหลงให้ย้อนกลับไปยังตำแหน่งสุดท้ายที่จำได้ แต่ก็มีหลายครั้งที่แม้กลับไปตั้งต้นใหม่ก็ยังหาทางไปต่อไม่ได้อยู่ดี โดยเฉพาะช่วงที่เป็นป่ากึ่งป่าโปร่ง เพราะมองไปรอบตัวลักษณะเหมือนกันหมด ทำให้แกะรอยยากกว่าป่าทึบที่เห็นร่องรอยชัดเจน แต่กระนั้นอย่างที่ครูว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเคลื่อนที่บนดินโดยไม่ทิ้งร่องรอยให้ค้นหา หากแต่เป็นช่วงเวลาที่ต้องคุมสติ อย่าเพิ่งหลอนเมื่อรู้ว่าหลง

“การเดินป่าไม่ใช่เดินดุ่ม ๆ เปิดทางใหม่ไปทั่ว แต่ให้เดินตามรอยพราน หรือด่านสัตว์ จะเดินง่ายขึ้น แต่นั่นเราต้องมั่นใจก่อนว่าพรานหรือสัตว์เหล่านั้นกำลังเดินไปไหน” และไม่ควรใช้บริเวณด่านสัตว์เป็นที่ค้างแรม เดินไปสักพักเห็นครูเดินไปเขย่าต้น ไผ่ ได้ยิน เสียงน้ำ อยู่ข้างใน จึงใช้มีดเฉาะ แล้วยื่นหลอดไม้ไผ่ให้ลองดูดน้ำ “น้ำในกระบอกไม้ไผ่ไม่อร่อยหรอก เพราะน้ำในขวดยังเหลือ ลองสมมติว่าตอนนี้ไม่มีน้ำกินซิ น้ำในนี้คือสวรรค์เลยล่ะ บางลำมีน้ำมากขนาดหุงข้าวได้เลย” นอกจากไม้ไผ่แล้ว เถาวัลย์น้ำ หรือย่านไก่ต้ม ก็สามารถตัดเถาแล้วดื่มน้ำได้เช่นกัน กลางป่าลึกที่ปราศจากลำธาร น้ำที่หาได้ง่ายและปลอดภัยที่สุดก็คือน้ำจากต้นไม้นี่แหละ

ดูเหมือนว่าตอนนี้เวลาคล้อยบ่ายไปมาก จากเป้าหมายเดิมที่จะกลับไปกินข้าวเที่ยงที่แคมป์ต้องเปลี่ยนแผน คืองัดขนมให้พลังงานขึ้นมากิน จึงได้เรียนรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องเตรียมอาหารมาครบทุกมื้อ เพราะบางมื้อเรากินเพียงขนมง่าย ๆ ให้พลังงานสูง เช่น กล้วยตาก ขนมข้าวฟ่างกวนหรือบางมื้อก็หาวัตถุดิบตามเส้นทางเข้ามาเสริม เช่น ปลา ผักกูด ฯลฯ อีกอย่างการเตรียมวัตถุดิบทำอาหาร ต้องเน้นน้ำหนักเบาและสามารถนำมาปรุงได้หลายเมนู เช่น ปลาแห้ง ที่กินเปล่าก็ได้ หรือนำมายำรสแซบและต้มส้มรสเลิศไว้ซดน้ำได้ ใช้ผงกะทิแทนน้ำกะทิ ใช้กล้วยตากมาทำกล้วยบวชชีแทนกล้วยสุก ฯลฯ กินเสร็จเริ่มแกะรอยกันต่อจนไปเจอลำธารสายใหญ่ ครูถามว่ามาถึงตรงนี้คุ้นอะไรบ้างไหม แว้บแรกรู้สึกคุ้นมาก เหมือนเคยเดินผ่าน พอครูถามย้ำอีกทีว่าแล้วต้องเดินกลับแคมป์ทางไหน เราเริ่มลังเล และรู้สึกแปลกที่แปลกทางขึ้นทันที

พี่กุ๊กกิ๊กพบร่องรอยบางอย่างจึงเรียกไปดู ปรากฏว่ามันคือรอยรองเท้า ซึ่งดูแล้วมีมากกว่า ๑ คู่ และมีลักษณะเดียวกับรองเท้าที่เรากำลังใส่ จึงเริ่มมั่นใจว่าใช่รอยเท้าตัวเองแน่ เมื่อรู้ว่ารอยเท้าหันไปด้านไหน ความทรงจำก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ใช่แล้ว เราเดินกลับมาที่คลองพันตาลสายเดิม แล้วบริเวณนี้ก็คือบริเวณที่เราพบรอยเท้าสมเสร็จวันแรก

กลับถึงแคมป์เริ่มภาคปฏิบัติของการหาฟืน ก่อกองไฟ ทำแก้วน้ำจากไม้ไผ่ และหุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่ หลังข้าวสุกหอมนำกระบอกไม้ไผ่มาทำเชื้อเพลิงต่อได้ แต่บางคนก็เลือกเก็บไว้เป็นเสียมส่วนตัวยามทำธุระหนัก
(2)
Share
osotho
Keep by osotho
3132
FOLLOWER

ถอดรหัสป่า ตอนที่ 2 บทเรียนเอาตัวรอดจากการแกะรอย

"“เราเลือกตั้งแคมป์ตรงนี้เพราะใกล้น้ำ ถ้าเป็นหน้าฝนจะต้องขยับที่ค้างแรมให้พ้นจากเส้นทางน้ำป่า แล้วเล็งดูว่าต้นไม้ต้นไหนได้ระยะเหมาะสำหรับผูกเปล”
หลังกินข้าว อาบน้ำ เป็นการสรุปบทเรียนรอบกองไฟที่ท้าทายความจำของเราอย่างมาก เมื่อครูถามว่าเรียงลำดับก่อนหลังระหว่างทางอะไรได้บ้าง เราถกเถียงกันแทบสมองแตก เรียงสลับกันไปหมด นั่นเพราะเรายังไม่ได้สร้างชุดความจำของตัวเอง
เมื่อฟ้ามืดสนิท เห็นแสงดาวโผล่ผ่านยอดไม้เคล้าเสียงร้องของสรรพสัตว์และสายน้ำตกที่ตกอยู่ใกล้หู ครูสอนให้ทำแผนที่เสียง โดยฝึกให้แยกแยะเสียงที่ได้ยินว่ามีกี่เสียง อะไรบ้าง
“เสียงตอนนี้มีไม่ต่ำกว่า ๕๐ เสียง ลองฝึกฟังและแยกความแตกต่างบ่อย ๆ ประสาทด้านการฟังจะดีขึ้น และเมื่อไหร่ที่เราใช้ประสาทสัมผัสครบทั้งห้าแล้ว สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณหรือสัมผัสที่หกจะเกิด”"
1 KEEP
osotho
2 LOVES
uhtean.boran
viyada.junburom
COMMENT