ค่าใช้จ่าย แบบ 2 วัน 1 คืน ค่ารถบัสเดินทาง ไป-กลับ แพร่ 900 บาท
ค่าที่พัก 300 บาท
ค่าอาหาร 300 บาท
ค่าน้ำมันรถในแพร่-น่าน 2,000 บาท *(เฉลี่ย 5 คน ประมาณคนละ 400 บาท)
ค่าเรือล่องอ่างเก็บน้ำแม่ถาง 100 บาท *(ราคาเหมาลำอยู่ที่ 500 บาท 2 ชั่วโมงพร้อมอาหาร)
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2,000 บาท
ฉันจำไม่ได้แล้วจริงๆ ว่าจบมัธยม ปี พ.ศ. อะไร จบมานานกี่ปี แต่เมื่อสมาชิกแก๊งมาเจอกันอีกที ทุกคนก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนโต๊ะข้างๆ หันมาเขม่น ไม่ได้เจอกันนานเรื่องเล่าเรื่องเม้าท์ก็มีมากเป็นธรรมดา คุยกันได้ไม่นานสาวหวานประจำกลุ่มก็หยิบซองสีชมพูมาแจกให้เพื่อนๆ “ไปด้วยนะ เราจัดงานที่แพร่ เดี๋ยวพาเที่ยว” พวกเราอึ้งไปนาน กรี๊ดดดด นางจะแต่งงาน! แอบซุ่มเงียบหนีเพื่อนลงจากคานเป็นคนแรก ไม่บอกกล่าวเลย พวกเราจึงต้องเคลียร์วันให้ว่าง หาที่เที่ยวน่าสน แล้วนัดกันไป แพร่-น่าน ทันที.. ทริปนี้มีเหมียวหง่าวสาวเหนือพาเที่ยว(ว่าที่เจ้าสาวของเรานั่นเอง)เธอสวมเสื้อยืด กางเกงผ้าม่อฮ่อม 4 ส่วน พาดผ้าพันคอสีเรียบ พูดจาด้วยเสียงนุ่มๆ มีรอยยิ้มหวานประดับหน้าตลอดเวลาตามแบบฉบับสาวเหนือ และเธอกระตือรือร้นที่จะพาชมเมืองแห่งขุนเขาของเธอมาก เริ่มต้นอุ่นเครื่องกันที่  วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง วัดสำคัญประจำตำบลบ้านถิ่น ปัจจุบันยกระดับเป็นพุทธอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เพียงก้าวแรกที่โผล่พ้นบันไดวัด จะสัมผัสได้ถึงความงดงามของสถาปัตยกรรมล้านนาโบราณสีขาวสว่างตาตัดกับท้องฟ้ากระจ่างใส โดดเด่นตรงองค์พระมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุถึง 109 องค์ ที่น่าสังเกตคือมีรูปปั้นช้างตรงฐานเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ พ่ออุ้ยแม่อุ้ยหรือผู้สูงอายุชาวไทลื้อที่กำลังนั่งสาธิตงานฝีมือบริเวณนั้นเล่าให้ฟังว่า รูปปั้นช้างเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งพระยาเจียง กษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินไทลื้อแห่งอาณาจักร 12 ปันนา ได้ขยายอาณาเขตมายังดินแดนล้านนาไทยแล้วออกทำพิธีคล้องช้างป่าจำนวน 5,000 เชือกนั่นเอง

มองเลยไปโดยรอบขอบกำแพงก็จะพบข้าวของเครื่องใช้โบราณจากชาวบ้านและเจ้าหลวงเมืองแพร่ในอดีตถูกจัดแสดงไว้เต็มไปหมด เรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ของเก่าเปิดโล่งขนาดย่อมเลยก็ว่าได้ เดินทางต่อไปยัง อ่างเก็บน้ำแม่ถาง ชมอ่างเก็บน้ำคันดินที่ทางกรมชลประทานสร้างขึ้นสำหรับใช้ในการเกษตรของชาวบ้านและแก้ปัญหาภัยแล้ง “สงบ เรียบง่าย” คือ นิยามของธรรมชาติที่เห็นผ่านสายตาตรงหน้า แต่ดูจากบนฝั่งมันยังไม่สะใจจึงลากเพื่อนๆ ลงไปทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของที่แห่งนี้ด้วยการนั่งเรือออกไปสัมผัสธรรมชาติที่แท้จริง

อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาและผืนป่าเขียวขจีมากมาย ยิ่งแล่นเรือออกมาไกลเท่าไรยิ่งเห็นแพบ้านไม้ที่สร้างเรียงรายแบบไม่พิถีพิถันอยู่กลางน้ำมากเท่านั้น แต่ที่สงสัยคือทำไมส่วนใหญ่ถึงมีแพลอยน้ำอยู่รอบบ้านเต็มไปหมดเมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ เสียงร้องอ๋อ ก็ดังประสานกัน คำตอบคือกระชังเลี้ยงปลานั่นเอง เราจึงขออนุญาตคุณลุงเจ้าของบ้านเดินขึ้นไปดูกระชังปลาข้างบน “สาวๆ เดินระวังๆ นะ ไม้มันเริ่มพุแล้ว” อ้าวววว ทำไมลุงเพิ่งมาบอกตอนอยู่บนกระชังปลาแล้วล่ะ แล้วก็ได้เรื่องเมื่อเหมียวหง่าวดันไปเหยียบเจอไม้พุ จนเกือบลงไปอยู่เป็นเพื่อนปลาในน้ำ ฉันอนุมานได้ว่าเดินตามหลังเพื่อนอย่างห่างๆ ปลอดภัยสุด หลายคนอาจไม่เห็นภาพกระชังปลาที่ชาวบ้านสร้างขึ้นจะมีลักษณะเป็นแหกางอยู่ในน้ำไว้เพาะพันธุ์ปลา รอบๆ แหแต่ละบ่อจะถูกคั่นด้วยไม้กระดานหนึ่งแผ่นพาดไว้เป็นทางเดิน เรียกว่าใจไม่กล้า อย่าได้ขึ้นมาเชียว ผ่านไปแป๊บเดียวพระอาทิตย์ใกล้โบกมือลา พวกเราจึงต้องรีบขึ้นไป อุ่นไอมาง โฮมสเตย์ที่พักบนอำเภอบ่อเกลือก่อนจะค่ำ ทางขึ้นยากเอาการ ต้องแล่นรถขึ้นเขา ระยะทาง 3 ชั่วโมงกว่าที่ใช้ไปกับเส้นทางเพียง 210 กิโลเมตร คงพอช่วยให้จินตนาการถึงถนนแคบๆ คดโค้งไปตามไหล่เขาลูกแล้วลูกเล่าได้บ้าง พี่คนขับก็ไม่รู้ไปกินเอ็มร้อยที่ไหนมา ซิ่งไม่มีชะลอ เล่นเอาเกือบอ้วก หันไปมองสบตาเพื่อนข้างๆ ก็ได้แต่ทำใจ

ขึ้นมาถึงบนเขาก็มืดแล้ว จึงตกลงกันว่าตอนเช้าค่อยไปบ่อเกลือ พวกเราจึงเลือกนั่งล้อมวงหน้ากระโจมที่พักแล้วเปิดหนังดูพระเอกในดวงใจแทน ขอบคุณที่โลกนี้มี Wifi มาถึงกลางหุบเขา ตื่นเช้ามาด้วยเสียงปลุกจากน้ำกระทบโขดหินในลำธารข้างๆ สายหมอกกำลังลอยอ้อยอิ่งทิ้งตัวคลุมกระโจมนอนทำให้บรรยากาศเย็นฉ่ำและดูโดดเดี่ยว ก่อนจะค่อยจางหายไปในยามสายเมื่อพระอาทิตย์และผู้คนเริ่มลืมตาอีกครั้ง

อย่างที่ตกลงกันไว้ว่าเช้านี้จะไปดูการทำ บ่อเกลือสินเธาว์(ภูเขาสูง)จึงรีบวิ่งผ่านน้ำเย็นเจี๊ยบแล้วเดินทางไปยังบ้านบ่อเกลือ ไปถึงเจ้าของโรงต้มเกลือแต่ละโรงกำลังผลัดกันขึ้นไปตักน้ำในบ่อเทใส่โอ่งให้ไหลผ่านลำไม้ไผ่สู่บ่อพักในโรงต้มเกลือของตัวเอง ก่อนจะนำน้ำเกลือมาต้มบนเตาดินขนาดใหญ่ในกระทะใบบัวเหล็ก ต้มกระทะหนึ่งใช้เวลา 4 ชั่วโมง เมื่อน้ำงวดจึงคอยตักผลึกเกลือใส่ตะกร้าสานที่แขวนไว้เหนือเตา ฉันจะปีนขึ้นไปดูบ่อเกลือบ้างก็ดันเหลือบเห็นป้ายห้ามผู้หญิงขึ้นซะนี่ ถอยหลังกลับแทบไม่ทัน เท่าที่รู้มาความพิเศษของที่นี่เป็นบ่อเกลือสินเธาว์บนภูเขาแห่งเดียวของโลก มีมา 800 กว่าปี และยังใช้วิธีการต้มแบบดั้งเดิมอยู่ ซึ่งเกลือสินเธาว์ก็คือเกลือที่พบอยู่ในดินเค็มค่ะ จึงไม่มีไอโอดีนเหมือนเกลือสมุทร ไฟท์บังคับชาวบ้านต้องเสริมไอโอดีนก่อนใส่ถุงวางขายหน้าบ้าน ถุงใหญ่เบิ้มซื้อกลับบ้านถุงเดียวกินได้ทั้งชาติ สูดกลิ่นเกลือจนตัวเกือบเค็มตามมาพักใหญ่ เราก็ย้ายร่างมาโผล่ที่ อุทยานแห่งชาติขุนสถานน่าน กันต่อ เพื่อชมซากุระเมืองไทยหรือดอกพญาเสือโคร่งสีชมพู เบ่งบานทั่วทั้งดอยขุนสถาน เหมียวหง่าวดูเคลิ้มๆ ตาลอยแปลกๆ แล้วเขย่าแขนฉัน “อยากมาถ่ายรูปแต่งงานบนดอกซากุระที่โปรยเป็นพรมสีชมพูผืนใหญ่อวดคนที่นี่จัง” ฉันมองหน้าเธออย่างไร้อารมณ์แล้วตอบว่า “พอถึงเวลานั้นมันก็เหม็นเขียวเพราะเธอทับมันเละ และเลอะกระโปรงสีขาวจนเป็นด่างเท่านั้นล่ะ” เอ๊ะ! ฉันไม่ได้ทำลายความฝันใครใช่มั้ย ทำไมเธอทำคอตกหูลู่อย่างนั้นล่ะ...พวกเราหัวเราะกันตัวสั่น
  
แม้ทริปนี้จะฉุกละหุกและใช้เวลาเดินทางไม่กี่วันแต่ทุกนาทีที่เที่ยวอยู่ในเมืองแห่งขุนเขานี้กลับทำให้เราค้นพบความหมายของคำว่า “เพื่อน” เที่ยวคนเดียวก็สนุก เที่ยวสองคนก็มีเพื่อนร่วมทางมาแชร์ความคิด ทว่าเที่ยวกับเพื่อนหลายคนนั้นสนุกกว่าเสียงดังกว่า ครื้นเครงกว่าและมีคนให้แกล้งเยอะกว่ามาก ยิ่งได้อยู่ที่นี่นานเท่าไรยิ่งค้นพบความหมายของคำ ว่า “มิตรภาพ” ได้มากขึ้นเท่านั้นและตอนนี้คงถึงเวลาที่เราต้องพาเจ้าสาวไปคืนให้เจ้าบ่าวเสียที...จากนี้ไปก็พูดได้เต็มปากว่า “แก๊งเรามีคนขายออกแล้วค่ะ”!!!
(1)
Share
Weekend
Keep by Weekend
1349
FOLLOWER

ค่าใช้จ่าย แบบ 2 วัน 1 คืน

"ค่ารถบัสเดินทาง ไป-กลับ แพร่ 900 บาท
ค่าที่พัก 300 บาท
ค่าอาหาร 300 บาท
ค่าน้ำมันรถในแพร่-น่าน 2,000 บาท *(เฉลี่ย 5 คน ประมาณคนละ 400 บาท)
ค่าเรือล่องอ่างเก็บน้ำแม่ถาง 100 บาท *(ราคาเหมาลำอยู่ที่ 500 บาท 2 ชั่วโมงพร้อมอาหาร)
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2,000 บาท"
1 KEEP
Weekend
1 LOVES
poommarin
COMMENT