ไหว้พระบึงกาฬ เล่าตำนานแม่น้ำโขง บุญบั้งไฟและชาวเผ่าต่าง ๆ ในบึงกาฬ แล้วทีมงาน อ.ส.ท. เราก็ได้พบเข้ากับงานวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของชาวบึงกาฬและชาวอีสานโดยทั่วไปเข้าที่เมืองปากคาดนี้ด้วย งานประเพณีบุญบั้งไฟของชาวเมืองปากคาด ได้ชมงานนี้แล้วก็ทำให้เรามีคำถาม อยากถามว่าชาวเมืองบึงกาฬประกอบขึ้นด้วยชาวเผ่าอะไรบ้าง และคำตอบที่ได้รับจากชาวปากคาดก็คือ ที่บึงกาฬนี้จะมีชาวโส้ หรือกะโส้ ชาวยอ ชาวผู้ไทย ชาวไทยพวน เป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความที่บึงกาฬ เป็นเมืองห่างไกลความเจริญหน่วยงานด้านส่งเสริมวัฒนธรรมไม่มีเข้ามา ไป ๆ มา ๆ เอกลักษณ์ความเป็นชนกลุ่มต่าง ๆจึงค่อยกลายไปเป็นชาวอีสานโดยทั่วไปไปเสียหมด เดี๋ยวนี้จึงนับได้ว่าจะหาเอกลักษณ์ความเป็นชนชาติเดิมไม่เจอแล้ว ครับ แหม เสียดายจริง ๆ แต่มีแมกไม้ก็คงไม่ไร้ฟืนไฟนะครับ เชื้อไฟ นั้นมีอยู่แล้ว ถ้าหน่วยงานทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดที่เพิ่งมาใหม่ ๆ จะแข็งขันทำงาน เราก็อาจจะได้เห็นชนเผ่าต่าง ๆ ของบึงกาฬพลิกฟื้นความเป็นตัวของตัวเองนั้นกลับคืนมา ถึงตอนนี้ก็ชมบุญบั้งไฟในแบบกลาง ๆ ของชาวอีสานทั่วไปกันไปก่อน

NOTE
ผาแดง นางไอ่ ในขบวนแห่บุญบั้งไฟเมืองปากคาด
บึงกาฬ จังหวัดใหม่ล่าสุดของประเทศไทย แจ้งเกิดเป็นจังหวัดริมฝังแม่น้ำโขงที่แยกตัวออกมาจากจังหวัดหนองคาย เนื่องเพราะประการสำคัญ คือ ตั้งอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางจังหวัดหนองคายเป็นอันมาก เฉพาะเมืองบึงกาฬนั้นไม่เท่าไร คือแค่ประมาณ ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร หากแต่สุดปลาย อีกด้านหนึ่งคืออำเภอบึงโขงหลงนั้นอยู่ไกลจากศูนย์กลางเมืองหนองคายมาก การบริหารราชการที่ต้องเดินทางไกลกว่า ๒๐๐ กิโลเมตร ระดับเดียวกับระยะทางกรุงเทพฯ-นครสวรรค์แบบนี้ จึงสร้างความยากลำบากให้แก่ ข้าราชการทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง และยังทำให้หลาย ๆ ส่วนของบึงกาฬ กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกทอดทิ้งให้ล้าหลัง
 หากกล่าวเฉพาะส่วนวัฒนธรรม ก็ทำให้ความเป็นชาวไทยโส้ ไทยย้อ ไทยพวน และผู้ไทย ของชาวบึงกาฬ สลายตัวไปจนหมดสิ้น และด้วยเหตุนี้ เมืองบึงกาฬจึงได้แจ้งเกิดเป็นจังหวัดบึงกาฬมาโดยเหตุผลประการหลักเช่นนี้ ครับ แรกทีเดียวเมื่อมีข่าวคราวกระเซ็นกระสายมาว่าจังหวัดใหม่นี้จะตั้งขึ้น แวดวงพนันสภากาแฟใกล้บ้านก็พากันตั้งคำถามว่า อำเภอที่หนองคายน่าจะแบ่งมาให้กับจังหวัดบึงกาฬนั้นจะเป็นอำเภออะไรบ้าง ทิดแห้ว ผู้รู้ประจำสภาเสนอว่า ก็น่าจะเป็นอำเภอด้านใต้ อันเป็นอำเภอริมฝังโขงทั้งหลาย ลากตั้งแต่อำเภอโพนพิสัย รัตนวาปี ปากคาด บึงกาฬ ไปจนสุดที่อำเภอบุ่งคล้า ละกระมัง แต่เจ๊ปูกลับไม่เห็นด้วย ลุกขึ้นอภิปรายว่า อำเภอโพนพิสัยและรัตนวาปีนั้นคือสถานที่เกิดของปรากฏการณ์ ธรรมชาติยิ่งใหญ่ นั่นคือบั้งไฟพญานาค ที่ทุกปีปรากฏการณ์นี้จะนำพาผู้คน ชื่อเสียง เงินทอง เข้ามาสู่จังหวัดหนองคายมากมาย เพราะฉะนั้นไม่มีวันเสียละที่จังหวัดหนองคายจะยินยอม และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ในที่สุดป๋าชูก็ยกประกาศจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ ขึ้นเป็นหลักฐานบอกว่า จังหวัดบึงกาฬนี้ไม่ได้รวมเอาอำเภอโพนพิสัยและรัตนวาปีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดด้วยจริง ๆ ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ สำหรับปรากฏการณ์ธรรมชาติพิเศษ บั้งไฟพญานาค สำหรับปีนี้และปีต่อ ๆ ไป จังหวัดที่สามารถจะเอ่ยอ้างได้ถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่ของบั้งไฟพญานาคจึงมีอยู่ ๒ จังหวัดด้วยกัน คือ จังหวัดหนองคายและจังหวัดบึงกาฬนั้นเอง

NOTE
อภินันท์ บัวหภักดี....เรื่อง
อภินันท์ บัวหภักดี อดุล  ตัณฑโกศัย  เชษฐา นุ้ยเล็ก...ภาพ พญานาคหัวช้าง ตรงท่าเรือวัดราชโพนเงิน สร้างรับกับพญานาคหัวช้างวัดโพนสิน ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขง วัดราชโพนเงิน บ้านโพนแพง วัดคู่กับวัดโพนสิน คนละฟากฝั่งแม่น้ำโขง ใบเสมาโบราณของเมืองเปงจาน ที่ศาลเจ้าพ่อเปงจาน เมืองรัตนาวาปี พญานาคลักษณะนี้จะพบได้ในชุมชนหลาย ๆ แหล่งริมฝั่งแม่น้ำโขงของไทย พระพุทธรูปใหญ่วัดจอมนาง อำเภอโพนพิสัย หันหน้าลงสู่ลำน้ำโขง ไปบึงกาฬต้องไปจากหนองคาย จะเดินทางไปจังหวัดบึงกาฬ ความจริงเดินทางไปได้จากหลาย ๆ เส้นทางรอบ ๆ จังหวัด แต่เส้นทางที่น่าเดินทางที่สุดก็คือเส้นทาง หนองคาย-บึงกาฬ ทางหลวงหมายเลข ๒๑๒ เพราะเส้นทางนี้เป็นเส้นทางตรง ถนนก็ตัดตรง ไม่ค่อยมีเลี้ยวมีโค้ง อันหมายความว่าเส้นทางอื่น ๆ นั้นทั้งเลี้ยวทั้งโค้ง ถนนเส้นนี้จะพาวิ่งไปบนเส้นทางราบ ๆ ไม่สูง ๆ ต่ำ ๆ เป็นเส้นทางเลียบแม่น้ำโขง ตลอดการเดินทางมีโอกาสชมทัศนียภาพ แม่น้ำโขงไปตลอด ขับรถไปสามารถเปิดเพลง...เพลงรักริมฝังโขง...ทั้งเพลง ลาว เพลงไทยหลากหลาย ฟังสบาย ๆ ไปได้ตลอดเส้นทาง และทีมงานพรรค ELP (Enjoy Life Party) ของ อ.ส.ท. เรา ก็มาเลือกใช้เส้นทางนี้แหละ เพี่อเดินทางไปไหว้พระและชมวัฒนธรรมของเมืองบึงกาฬ พอออกจากเมืองหนองคายมาได้ไม่นาน เส้นทางก็พามาเลียบเลาะแม่น้ำโขง ถึงตอนนี้โทรศัพท์มือถือของเราที่มีเครื่องหนึ่งใส่ซิมลาวก็มีสัญญาณเต็ม ๕ ขีด และอีกเครื่องหนึ่งที่ใส่ซิมไทยก็มีสัญญาณเต็ม ๕ ขีดเช่นกัน ลองเปิดวิทยุ FM ฟัง ก็ปรากฏว่าบนถนนสายนี้รับฟังวิทยุได้ ทั้งจากลองฟากฝั่ง โอ้โห น่าอิจฉาหนุ่ม ๆ สาว ๆ แถวนี้จริง ๆ จะย้ายสำมะโนครัวมาอยู่แถวนี้ด้วยคนดีไหมเนี่ย แล้วเราก็มาถึงตำบลรีมฝั่งโขงแห่งหนึ่ง ที่นี่ป้ายหมู่บ้านบอกไว้ชัดเจน ว่าชื่อบ้านปากสวย ขับรถไปเรื่อย ๆ เห็นแผงขายกล้วยเรียงราย อดไมได้ ต้องจอดรถแวะเข้าไปซื้อกล้วย แม่ค้าสาวสวยเดินมา เราจึงมองหน้าดูว่าปากสวยหรือไม่ ปรากฏว่าไม่แค่ปากสวย แต่ยังรวยด้วย แหวนเพชร สร้อยทองเต็มไม้เต็มมือเต็มคอ เราจึงสรุปกันเล่นสนุก ๆ ว่า สาว ๆ บ้านปากสวยนี่คงชอบกินกล้วย ปากจึงสวย และรวยด้วย เพราะขายกล้วยได้ งวย เอ๊ย ได้เงินดี...แหมม ชักจะงงงวย  ก่อนถึงเมืองบึงกาฬ แต่เข้าเขต..นิทานพญานาค พอมาถึงอำเภอโพนพิสัย ยังไม่ถึงบึงกาฬ อย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดก็คือป้ายข้างทางที่เขียนไว้ว่า “จุดชมบั้งไฟพญานาค" มากมายเป็นระยะ ๆ แต่เราไม่ได้แวะตามป้ายเข้าไป นอกจากจะชะโงกหน้าดูลึกเข้าไปมองเห็นวัดวาอารามริมโขงหลายแห่งในแถบนี้ที่ต่างล้วนเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคด้วยกันทั้งสิ้น วัดแถว ๆ นี้ต่างพากันสร้างรูปพญานาคลักษณะต่าง ๆ มากมาย ใหญ่บ้างเล็กบ้างตามกำลังปัจจัย แสดงให้เห็นแล้วว่าจากนี้เป็นด้นไปทีมงานเรากำลังจะก้าวเข้าสู่อาณาจักรของพญานาคเข้าให้แล้ว พญานาคคือสัตว์ในนิยายไทย ข้อนี้ทุกท่านคงรู้ดี นาคคืองูที่มีฤทธิ์ หน้าตาของนาคคงเห็นได้มากมายตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วประเทศ นาค เข้ามาผูกพันกับแม่น้ำโขงอย่างลึกซึ้ง ส่วนหนึ่งเพราะนิทานโบราณเรื่องหนึ่ง ที่กล่าวว่า แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาสะวินเกิดขึ้นจากพญานาคพี่น้อง ๒ ตัว ที่แข่งขันกันขุดควักพื้นดินจากทะเลสาบเมืองต้าลี่ไปออกทะเล นาคตัวที่ ขุดควักเป็นแม่น้ำสาละวินนั้นมุ่งหน้าทางใกล้ แต่เป็นทางทุรกันดาร จึงไปได้ช้า และไม่ค่อยเป็นประโยชน์กับผู้คน ส่วนตัวที่ขุดควักเป็นแม่น้ำโขงนั้น เลือกใช้เส้นทางยาวไกล คดเคี้ยว แต่ไปในทางราบ จึงไปได้เร็ว ซ้ำยังเป็นประโยชน์มหาศาลกับผู้คนสองฟากข้างแม่น้ำโขง พญานาคตัวนี้จึงได้รับการสักการบูชาจากผู้คนสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงนี้อย่างมากมาย นอกจากนิทานพญานาคเรื่องนี้แล้ว ก็ยังมีนิทานนาคอันเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงอีกมากมาย กล่าวง่าย ๆ ว่าที่ไหนมีชุมชน มีเมืองเกิดขึ้น ก็จะต้องมีนิทานนาคเกิดขึ้นเสมอ นาคที่เป็นนิทานพื้นบ้านนั้นมีทั้งนาค เงือก งู และผู้หญิง ซึ่งเป็นอีกภาคหนึ่งของนาค และมีนาคชั้นพญานาค มีทั้งที่ดี และไม่ดี แต่นิทานที่เป็นเรื่องราวของนาคที่เป็นพญานาคมักจะผูกพันกับพระพุทธศาสนา อย่างเมืองที่อยู่บนเส้นทางเข้าสู่จังหวัดบึงกาฬอีกเมือง พญานาคคู่ที่สวยจนอดถ่ายภาพไม่ได้ ที่วัดถ้ำสีทน สีทน หรือพระสุธน รูปจำลองศิลปะพื้นบ้านอีสานกับผนังหินทรายธรรมชาติจากตำนานอีสานเรื่องท้าวสีทน หนึ่งคือเมืองรัตนวาปี ที่ตรงนั้นฟากฝั่งไทยเรียกว่าบ้านโพนแพง มีวัด แห่งหนึ่งชื่อว่าวัดราชโพนเงิน เป็นวัดเล็ก ๆ ที่สวยงาม และฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขงตรงนั้นเป็นวัดที่มีความสำคัญมาก ชื่อวัดโพนสัน ตำนาน อุรังคธาตุ หรือตำนานการก่อสร้างพระธาตุพนมเล่าไว้ว่า ในคราวที่พระพุทธเจ้าสำเร็จพระโพธิญาณนั้น ได้เสด็จโปรดสัตว์มาจนถึงริมฝั่งน้ำตรงนี้ พญานาคได้พบพระพุทธองค์และเกิดความเลื่อมใส จึงได้ “โพน” คือใช้ร่างกายคือลำตัวยาว ๆ เกลี่ยกวาดพื้นขึ้นเป็นมูลดินสูงใหญ่ให้พระพุทธเจ้าได้นั่ง “สัน” อันเป็นภาษาลาวที่ไม่มีตัว “ฉ ฉิ่ง" อันหมายถึง “ฉัน หรือฉันอาหาร” ไกลออกไปยังมีวัดพะบาดโพนสัน มีรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ และมีองค์พระธาตุโพนสัน สวยงามยิ่งใหญ่ เป็นที่เคารพนับถืออย่างยิ่งของชาวลาว อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของแขวงบอลิคำไช คนละฟากฝั่งแม่น้ำโขงกับเมืองบึงกาฬด้วย (อ่านเรื่องตอนนี้เพิ่มเติมได้ในสารคดีเรื่อง “โขงนทีคีตกาล สานใยรัก พญานาค-ปากซัน-บึงกาฬ"โดย ธีรภาพ โลหิตกล) แม่น้ำโขง ตรงกลางระหว่างวัดราชโพนเงิน ฝั่งไทย และวัดโพนสัน ฝั่งลาวนี้เอง เป็นแม่น้ำโขงส่วนที่เงียบสงบสงัด เป็นวังน้ำลึกไม่กว้างนัก เป็นที่ที่คนไทยไม่รู้จัก การเดินทางเข้าไปก็ยากลำบากวกวน จึงไม่ค่อยมีใคร เข้าไปรอชมบั้งไฟพญานาคที่นี้กันสักเท่าไรแต่สำหรับพี่น้องชาวลาวฝั่งตรงข้าม ที่นี่กลับเป็นที่ที่เหมาะที่สุด มีคำยืนยันจากชาวบ้านฟากฝั่งลาวว่าด้วย ที่ตรงนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงมีบั้งไฟพญานาคขึ้นมามากกว่าที่อื่น ๆ เมืองเปงจานเมืองในตำนานที่มีจริงและสินไชมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มน้ำโขง ถัดจากวัดราชโพนเงินมา ตรงริมฝั่งน้ำโขงเป็นที่ตั้งขององค์การบริหารส่วนตำบลโพนแพง ที่ตรงนี้เป็นจุดผ่อนปรนและเป็นตลาดชายแดน ที่จะเปิดขึ้นทุกวันพุธและวันอาทิตย์ ประชาชนไทยสามารถใช้บัตร ประชาชนทำบัตรผ่านแดน และลงเรือข้ามฟากไปต่อรถรับจ้างไปเที่ยวชมวัดพะบาดโพนสันและวัดโพนสันได้เป็นปรกติ และตรงรอยต่อระหว่างจังหวัดบึงกาฬกับจังหวัดหนองคายที่บ้านโพนแพง ตรงนี้เองที่เป็นเมืองโบราณเก่าแก่ชื่อว่าเมืองเปงจาน มีศาลเจ้าพ่อเปงจานและศิลาจาริกปรากฏอยู่ น่าเสียดายที่สิ่งที่หลงเหลือมีอยู่เพียงเท่านี้ นอกนั้นก็ไม่เหลืออะไรแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่แถบนี้เล่าว่าในป่าทุ่งนาแถบนี้ แต่ก่อนแค่ขุดลงไปลึกนิดเดียวก็จะได้เจอเศษอิฐเศษปูนแล้ว แต่เพราะชาวบ้านแถบนี้ไม่มีความรู้อะไร เศษซากทั้งหลายที่มีค่าก็ถูกขายไป นอกนั้นก็ถูกกวาดทิ้งลงแม่น้ำโขงไปหมด แต่ถึงจะไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้เป็นหลักฐาน แต่ในนิทาน ตำนานพื้นบ้านมากมาย ก็กล่าวถึงเมืองเปงจานไว้ทำให้พอได้ทราบว่าเรื่องราวหลากหลายที่เป็นตำนานของลุ่มแม่น้ำโขงในยุคที่มืดมนดังเทพนิยายนั้นได้เกิดขึ้นที่นี่ อย่างน้อยก็ ๒ เรื่องสำคัญ คือ เรื่องราวของ “สินไช" หรือสังข์ศิลป์ ชัย และเรื่อง “ท้าวสีทน" หรือพระสุธนนางมโนราห์
เมืองปากคาด ที่เมืองปากคาด อำเภอแรกของจังหวัดบึงกาฬ ติดต่อกับเมืองเปงจาน มิวัดสำคัญ แห่งหนึ่ง ชื่อจริง ๆ ของวัดคือชื่อธรรมดาพื้นเพว่า วัดสว่างอารมณ์ (ศรีธน) แต่วัดนี้ยังมีชื่อเรียกกันจนเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดถ้ำสีทน" คำว่า “สีทน" นี้ ไม่ใช่สีทนได้ เพราะทนแดดทนฝน แต่สีทนในที่นี้เขียนอย่างอักขรวิธีลาว ที่มีตัว ส เสือ เพียงตัวเดียว มี ท ทหาร เพียง ท เดียว ซึ่งนั่นก็คือพระสุธนและนางมโนราห์ฉบับลาว ซึ่งมาอีหรอบ เดียวกับเรื่องสินไช คือเป็นตำนานลาวมาก่อนที่จะมาเป็นบทละครนอกของไทย สีทนคือเจ้าชายผู้เก่งกล้าของนครเปงจาน... แล้วเรื่องราวก็ตำเนินไปคล้ายคลึงกับเรื่องพระสุธนมโนราห์ในภาคกลาง คือการจับนางมโนราห์ของนายพราน ท้าวสีทนได้อยู่กับนางมโนราห์ และสุดท้ายที่มโนราห์บูชายัญ จะต่างกันก็แต่ในตอนท้าย คือการนำนางมโนราห์กลับคืนมานั้น ท้าวสีทนต้องเผชิญกับความยากลำบากนานาประการ ทางฝ่ายลาวได้ให้ความสำคัญกับส่วนหลังนี้มากกว่า ในขณะที่ทางภาคกลางจะเน้นอยู่ที่ตรงส่วนต้นของเรื่อง และจะเน้นอยู่ฉากเดียวเท่านั้น คือฉากมโนราห์บูชายัญ วัดถ้ำสีทนเป็นวัดที่มีภูมิประเทศเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับเรื่องท้าวสีทนในส่วนท้าย ด้งนั้น วัดถ้ำสีทนจึงเป็นอีกวัดหนึ่งที่ทีมงาน อ.ส.ท. เราแวะเข้าไปเยี่ยมเยียน เพื่อชมสิ่งละอันพันละน้อยที่ท่านผู้สร้างวัดจะนึกเนื่องกับเรื่องท้าวสีทน สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีมาในอดีต เป็นจินตนาการของท่านผู้สร้างวัด เป็นอุบายที่ประสงค์จะสั่งสอนผู้คนให้เข้าถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า โดยการนำเอาเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นสนุกสนานมาเป็นสื่อนำไปสู่ความเป็นสัจธรรมของโลก ซึ่งก็คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ในขั้นตอนสุดท้ายนั่นเอง  บุญบั้งไฟก็มีที่มาจากนิทานพื้นบ้าน ๒ เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องพญาคันคาก หรือพญาคางคกที่ยกไพร่พลเป็นสัตว์ต่าง ๆ ขึ้นไปรบกับพญาแถนบนฟ้า แล้วไม่แพ้ไม่ชนะ จึงตกลงกันว่าเมื่อถึงหน้าทำนาก็ให้ประชาชน จุดบั้งไฟยิงขึ้นไปบนฟ้า เป็นสัญญาณบอกให้พญาแถนส่งสายฝนลงมา เมื่อฝนตกลงมาจนมากมายพอเพียงแล้วก็ให้คางคกนำสัตว์ทั้งหลายส่งเสียงร้อง พญาแถนจะได้หยุดการส่งฝนลงมาโปรยปราย 


NOTE
นางไอ่อีกคนหนึ่ง จากคนละขบวนกัน นักลำ หรือนักร้องเพลงอีสานในขบวนบุญบั้งไฟ และอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องผาแดง นางไอ่ ซึ่งว่าด้วยเรื่องการยิงบั้งไฟ ประกวดประชันกันเพี่อแย่งชิงนางไอ่ ธิดาเจ้าเมืองผู้เลอโฉม แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครได้นางไป พญานาคได้ยกกองทัพเข้ามาถล่มเมืองจนเมืองล่ม กลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ กลายเป็นตำนานของหนองหาน และหนองน้ำ ขนาดใหญ่อีกหลายแห่งในอีสานก็พากันผูกโยงเรื่องผาแดง นางไอ่ เข้ากับหนองน้ำของตนไปกันหมด ด้วยเหตุนี้เอง ในขบวนบุญบั้งไฟของชาวอีสาน นอกจากรถแห่บั้งไฟ จรวดขอฝนของชาวอีสานแล้ว ก็ยังจะด้องมีผาแดง นางไอ่ หรือไม่ก็พญาแถน พญาคันคาก เข้าร่วมขบวนไปด้วยเสมอ และในงานบุญบั้งไฟของชาวปากคาดที่เราไปพบนี้ก็ไม่ได้นอกเหนือกฎเกณฑ์นี้ วัดอาฮงศิลาวาส แก่งอาฮง และสะดือแม่น้ำโขง วัดอาฮงศิสาวาสเคยขึ้นกับอำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย หรือ คืออำเภอเมืองฯ ของจังหวัดใหม่นี้

NOTE
นางรำ นักเรียนลูกหลานชาวบ้าน
(1)
Share
osotho
Keep by osotho
3132
FOLLOWER

ไหว้พระบึงกาฬ เล่าตำนานแม่น้ำโขง

"บุญบั้งไฟและชาวเผ่าต่าง ๆ ในบึงกาฬ แล้วทีมงาน อ.ส.ท. เราก็ได้พบเข้ากับงานวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของชาวบึงกาฬและชาวอีสานโดยทั่วไปเข้าที่เมืองปากคาดนี้ด้วย งานประเพณีบุญบั้งไฟของชาวเมืองปากคาด ได้ชมงานนี้แล้วก็ทำให้เรามีคำถาม อยากถามว่าชาวเมืองบึงกาฬประกอบขึ้นด้วยชาวเผ่าอะไรบ้าง และคำตอบที่ได้รับจากชาวปากคาดก็คือ ที่บึงกาฬนี้จะมีชาวโส้ หรือกะโส้ ชาวยอ ชาวผู้ไทย ชาวไทยพวน เป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความที่บึงกาฬ เป็นเมืองห่างไกลความเจริญหน่วยงานด้านส่งเสริมวัฒนธรรมไม่มีเข้ามา ไป ๆ มา ๆ เอกลักษณ์ความเป็นชนกลุ่มต่าง ๆจึงค่อยกลายไปเป็นชาวอีสานโดยทั่วไปไปเสียหมด เดี๋ยวนี้จึงนับได้ว่าจะหาเอกลักษณ์ความเป็นชนชาติเดิมไม่เจอแล้ว ครับ แหม เสียดายจริง ๆ แต่มีแมกไม้ก็คงไม่ไร้ฟืนไฟนะครับ เชื้อไฟ นั้นมีอยู่แล้ว ถ้าหน่วยงานทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดที่เพิ่งมาใหม่ ๆ จะแข็งขันทำงาน เราก็อาจจะได้เห็นชนเผ่าต่าง ๆ ของบึงกาฬพลิกฟื้นความเป็นตัวของตัวเองนั้นกลับคืนมา ถึงตอนนี้ก็ชมบุญบั้งไฟในแบบกลาง ๆ ของชาวอีสานทั่วไปกันไปก่อน
NOTE
ผาแดง นางไอ่ ในขบวนแห่บุญบั้งไฟเมืองปากคาด "
1 KEEP
osotho
1 LOVES
poommarin
COMMENT